วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง

สรุปบทเรียน หนึ่งปี ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง ฉบับ บันทึกย่อ


“ วันวาน เราเรียนรู้จากความล้มเหลว ด้วยจุดยืนในการมุ่งพัฒนาศักยภาพ
เด็กทุกกลุ่ม วันนี้ ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง เป็นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้
เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษารอบที่สองซึ่งคัดเลือกและเผยแพร่
โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ) ”


บันทึกย่อ การจัดการศึกษา: ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง ร.ร.เทศบาลวัดกลาง 2553

ความเป็นมา :

โรงเรียนเทศบาลวัดกลางจัดการศึกษา เพื่อตอบสนองความต้องการและให้บริการชุมชน จากชื่อเสียงด้านวิชาการและความเอาใจใส่ในคุณภาพการศึกษา จึงกลายเป็นโรงเรียนยอดนิยมอีกแห่งหนึ่ง การรับภาระเด็กในชุมชนและในเขตเทศบาลที่สอบเข้าไม่ได้จากสถานศึกษาใกล้บ้าน เด็กขาดที่พึ่งเพราะสถานศึกษาผลักเด็กออกจากปัญหาพฤติกรรม ปัญหาความบกพร่องทางการเรียนรู้หรือมีผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์เนื่องจากเกรงจะส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนในภาพรวม ดังนั้นโรงเรียนเทศบาลวัดกลางจึงมีกลุ่มนักเรียนที่มีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น จนต้องเปลี่ยนจุดเน้นจากการมุ่งเน้นวิชาการเป็นเลิศ มาสู่การมุ่งพัฒนานักเรียนตามศักยภาพและความแตกต่างของแต่ละบุคคล

การดำเนินการของโรงเรียนเทศบาลวัดกลางในการดูแลกลุ่มนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษด้วยการจัดการเรียนร่วมให้กับนักเรียนที่พัฒนาการไม่สมวัย บกพร่องทางการเรียนรู้และบกพร่องทางสติปัญญา ตลอดจนดูแลนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ โดยเริ่มจากระบบครูที่ปรึกษาชั้นร่วมกับครูแนะแนวและครูปกครองมาอย่างต่อเนื่องนั้น พบว่าการแก้ปัญหาโดยวิธีการที่เคยปฏิบัติมาเริ่มขาดประสิทธิภาพทั้งนี้เนื่องจากสภาพปัญหาเยาวชนมีความซับซ้อนต่อการแก้ปัญหาหรือพัฒนาเชิงเดี่ยว ทั้งนี้ดังเป็นที่ยอมรับกันอยู่ถึงบริบทของสังคมโลกาภิวัตน์ที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากระดับครอบครัวและส่งผลกระทบถึงกระบวนการพัฒนาเยาวชนที่มีความยากเกินกว่าครูจะแก้ไขโดยลำพังดังในอดีต เนื่องด้วยความเกี่ยวพันของปัญหาต่างๆ นั้นเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ไม่สามารถแก้ไขเป็นจุดๆ ได้และต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังจากหลายฝ่าย ด้วยความอดทนเข้าใจถึงช่วงของพัฒนาการตามวัยและให้โอกาสโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งครูและผู้ปกครองมักเหนื่อยหน่ายกับการใช้เวลาในการตามแก้ปัญหามาตลอดมากกว่าการใช้เวลาเรียนรู้ เข้าใจและยอมรับตัวตนของเด็ก ความรู้สึกนึกคิดที่แปรไปตามกระแสของสังคมและจัดวางบทบาทของผู้ใหญ่ให้เป็นที่ปรึกษาที่เขาพึ่งพาหรือไว้ใจได้ คณะครูเองต่างตระหนักถึงสภาพดังกล่าวทางโรงเรียนจึงเริ่มจัดการอบรมการใช้เครื่องมือคัดกรองนักเรียนในการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เมื่อปี 2547 เพื่อส่งเสริมให้ครูได้มีโอกาสทำความรู้จักนักเรียนมากขึ้นและมีข้อมูลในการดูแล ช่วยเหลือและป้องกันตามกระบวนการที่เหมาะสมต่อไป จากการคัดกรองได้พบข้อมูลที่น่าสนใจว่านักเรียนที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงด้านการเรียนนั้น นอกจากสาเหตุเรื่องของพฤติกรรมเบื่อเรียน ขาดแรงจูงใจจนถึงขั้นหนีเรียนแล้วยังเกิดจากมีภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้เป็นจำนวนกว่าร้อยละ 5 และจากการประสานผู้ปกครองเพื่อขอความยินยอมส่งนักเรียนประเมินความสามารถพื้นฐานโดยผู้เชี่ยวชาญได้ข้อสรุปผลการประเมินว่านักเรียนกลุ่มนี้มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้และมีความจำเป็นควรได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษโดยต้องจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล ขณะนั้นโรงเรียนไม่มีความพร้อมเนื่องจากขาดความรู้และขาดบุคลากรด้านการจัดการศึกษาพิเศษ ไม่สามารถจัดการเรียนรู้เป็นรายบุคคลได้ จึงได้เริ่มส่งครูเข้าร่วมกิจกรรมและเข้ารับการอบรมกับเครือข่ายการศึกษาพิเศษเพื่อแสวงหาความรู้และเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลนักเรียนกลุ่มดังกล่าว จนกระทั่งปี 2549 มีครูที่มีประสบการณ์ด้านการสอนเด็กพิเศษย้ายมาปฏิบัติงานจึงเกิดการร่วมทีมงาน เรียนรู้และก่อตัวจากจุดเล็กๆ ในชั้นเรียน การร่วมจัดค่ายกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้วยดนตรี กวีและศิลปะ ให้กับเด็กกลุ่มที่ขาดโอกาสและบกพร่องทาง การเรียน ทำให้การขับเคลื่อนการพัฒนากลุ่มเด็กเหล่านี้มีความหลากหลายขึ้น จากนั้นคณะทำงานจึงเห็นความจำเป็นที่จะจัดอบรมคณะครูเพื่อสร้างความเข้าใจในการจัดการเรียนร่วม และได้จัดอบรมให้เพื่อนครูทั้งโรงเรียนเมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2551 และต่อมาได้รับการสนับสนุนห้องเรียนคู่ขนานจากงบประมาณเทศบาลนครขอนแก่น ตลอดจนมีเครือข่ายองค์กรหน่วยงานจากหน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลเด็กพิเศษ เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 9 จังหวัดขอนแก่น โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ เครือข่ายผู้ปกครองและอื่นๆ ให้การสนับสนุนกิจกรรมและเสริมศักยภาพบุคลากรโดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาการ การถ่ายทอดองค์ความรู้ในการดูแลพัฒนาเด็กพิเศษตลอดจนเด็กที่มีความต้องการพัฒนาด้านพฤติกรรมในหลายกรณี

เมื่อดำเนินการมาระยะหนึ่ง โรงเรียนได้เห็นถึงข้อจำกัดต่างๆ ที่ครูในชั้นเรียนปกติยังไม่สามารถดูแลช่วยเหลือกลุ่มเด็กเหล่านี้ได้จริงจัง เนื่องจากงานในหน้าที่รับผิดชอบสอนนักเรียนในห้องเรียนปกติที่ครูต้องรับผิดชอบมีจำนวนมาก (45-50 คน/ห้อง) ดังนั้นในการรับภาระการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษนั้นเป็นเรื่องที่เกินกำลังของครูในการให้เวลาสำหรับดูแลนักเรียนเหล่านี้ แม้ครูได้ตั้งใจให้ความช่วยเหลือด้วยความเต็มใจก็ตาม ครูบางท่านได้อุทิศเวลานอกเหนือเวลาราชการช่วยจัดสอนเสริมให้ บางท่านแยกเด็กมาสอนนอกห้อง บ้างได้มอบหมายภาระงานหรือจัดเนื้อหาที่เหมาะสมตามความสามารถของนักเรียน แต่อาจเป็นเพราะการขาดประสบการณ์ตรงในการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ กลุ่มดังกล่าวซึ่งหลายคนมีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ที่ไม่สามารถนำวิธีการสอนเด็กทั่วไปมาใช้สอนพวกเขาให้เรียนรู้ได้ นอกจากนี้ภารกิจอื่นของทางโรงเรียนที่ล้นมือส่งผลให้ครูขาดโอกาสในการศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม ซึ่งความรู้และประสบการณ์เหล่านี้เป็นการศึกษาเฉพาะทางที่ต้องใช้เวลาในการศึกษาอบรมอย่างจริงจัง เมื่อกล่าวถึงการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการจัดการศึกษาเด็กที่มีความต้องการพิเศษนี้ได้ส่งผลต่อการพัฒนาเด็กกลุ่มนี้โดยครู ผู้ใหญ่ไม่ตั้งใจและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ภาวะการอยู่ไม่นิ่ง ถูกผู้ใหญ่(ทั้งครูและผู้ปกครอง) เข้าใจว่า ดื้อด้าน สอนไม่ได้ บอกไม่ฟัง และถูกทำโทษทั้งทางวาจาหรือโดยการตีหรือทำให้เจ็บเพื่อให้หลาบจำ แต่วิธีการลงโทษกลับยิ่งเพิ่มความถี่หรือระดับความรุนแรงของพฤติกรรมเพราะเด็กยังไม่ถูกรักษาอย่างถูกต้องทางการแพทย์ กลับถูกทำร้ายหนักและในที่สุดเด็กถูกตัดสินว่าก้าวร้าวและมีพฤติกรรมก้าวร้าวถาวรในที่สุด หรือไม่เช่นนั้นเด็กเหล่านี้ก็ถูกละเลย ทอดทิ้งปล่อยตามยถากรรมเพราะไม่สามารถสอนได้ ผู้ใหญ่ไม่เคยเห็นตัวตนของเขาหรือเขาเองไม่เคยมีพื้นที่ในสังคมทั้งในบ้านและชั้นเรียนเลย แท้จริงแล้วเด็กเหล่านี้หลายคนมีศักยภาพที่โดดเด่นบางเรื่องที่ผู้ใหญ่เองก็รับรู้และประจักษ์ ด้วยสายตาแต่มองข้ามผ่านอย่างไม่รู้สึกว่ามีความหมายและไม่เชื่อว่าพวกเขาจะเอาดีอะไรได้ หรือบางครั้งผู้ใหญ่เพียงแค่หยิบยกมาพูดคุยถึงความสามารถที่เคยเห็นแต่ไม่ได้ยกย่องและนำความโดดเด่นของเขาขึ้นมาพัฒนาอย่างจริงจัง ชีวิตและอนาคตของเด็กหลายคนไม่ได้รับการกระตุ้นให้พัฒนาหรือเรียนรู้เพิ่มเติม พวกเขาถูกละเลยโดยไม่ตั้งใจจากการไม่เรียนรู้ของครู-ผู้ใหญ่

สภาพที่กล่าวมาชี้ให้เห็นว่าความพยายามของโรงเรียนในการช่วยเหลือเด็กเหล่านี้โดยวิธีการจัด การเรียนร่วมยังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร สะท้อนถึงการนำรูปแบบที่ถูกกำหนดโดยนโยบายระดับชาติแต่ไม่สามารถลงสู่การปฏิบัติได้จริงเนื่องจากต้องอาศัยบริบทที่พร้อม เช่น บุคลากรที่ชำนาญและจริงใจในการแก้ปัญหา มีความรู้ความเข้าใจการวิเคราะห์ เชื่อมโยงองค์รวมของเด็กกับองค์ความรู้ในการจัดการศึกษาให้กับเด็กแต่ละคนที่มีความต่าง ดังนั้นการพัฒนาเด็กกลุ่มนี้จึงเป็นมากกว่า การพัฒนาเด็กในเชิงปริมาณหรือเพียงมีที่ทางในการจัดการนำเด็กไปเรียนร่วมโดยไม่คำนึงถึงผลการพัฒนาชัดเจนตามศักยภาพ

ขณะที่ผลกระทบของสภาพสังคมยุคโลกาภิวัตน์ต่อวิถีชีวิตเด็กเยาวชนเริ่มฝังรากลึก ลักษณะพฤติกรรมไม่พึงประสงค์หลายประการซึมซับเข้าสู่วิถีการใช้ชีวิตของเด็กๆ อย่างรุนแรงต่อเนื่อง เด็กที่ขาดภูมิคุ้มกันที่ดีพอจากครอบครัวมักประสบความอ่อนแอทางจิตใจ มีแนวโน้มคล้อยตามพฤติกรรมทางลบจนไม่สามารถปรับตัวในการเรียนรู้ในระบบและไม่สามารถร่วมอยู่ในสังคมโรงเรียนได้ตามปกติ เกิดปัญหาเด็กโดดเรียน หนีเรียนไปเล่นเกม เที่ยวเล่นตามสวนสาธารณะ รวมกลุ่มตามบ้านเพื่อน มุมอับต่างๆ ห้องพักชั่วคราว จุดมั่วสุมในสถานประกอบการต่างๆ ทั้งหนีไปอย่างไร้จุดหมาย ทั้งถูกชักจูงไป ทั้งมีความพึงใจในการร่วมมั่วสุมโดยตรง ซึ่งโรงเรียนจะพบรูปแบบของพฤติกรรมที่แปลกใหม่และซับซ้อนมากขึ้นจนผู้ใหญ่ตามไม่ทัน และสร้างความหนักใจเอือมระอาให้แก่ครูและผู้ปกครองจนไม่มีใครอยากช่วยเหลือ เด็กที่ผิดพลาดเหล่านี้ส่วนมากเป็นเด็กสติปัญญาปกติแต่ทิ้งการเรียนในชั้นเรียนจนตามไม่ทันเนื้อหาปัจจุบันที่เพื่อนเรียนอยู่ เมื่อคิดได้หรือต้องการปรับเปลี่ยนตนเอง มักไม่ได้รับความเห็นใจจากครูเพราะเคยมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ อาจเคยแสดงกิริยาก้าวร้าวหรือไม่กล้าเริ่มเข้าหาครูเพราะรู้สึกผิดและทำให้ครูเสียใจ และอาจสร้างปัญหาความยุ่งยากใจให้กับครูหรือผู้ปกครองจนไม่แน่ใจหรือวางใจได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริง นอกจากนี้อาจประสบปัญหาเวลาเรียนไม่พอ ทำให้ ติด 0 ร มส จนต้องเรียนซ้ำชั้นและถูกผลักใสให้ออกจากระบบในที่สุด

ปี 2552 : นำจิตปัญญา สู่การสร้าง “นวัตกรรมห้องเรียน 3/8”

สภาพที่กล่าวถึงเป็นปรากฎการณ์ซ้ำซากที่ครูเองยังวนเวียนอยู่กับวงจรการแก้ปัญหาวิธีเดิมๆ และไม่ได้เรียนรู้กระบวนการใดเพิ่มเติม เมื่อเทศบาลนครขอนแก่นจัดให้กลุ่มครูกลุ่มหนึ่งมีโอกาสเข้ารับการเรียนรู้กระบวนการจิตวิวัฒน์ที่จังหวัดเชียงราย และนำวิถีจิตวิวัฒน์เข้าสู่ห้องเรียน โดยได้ดำเนินการทดลองนำแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาตัวตนของผู้เรียนให้มีความเข้มแข็ง เพิ่มโอกาส ยอมรับในพวกเขา เชื่อมั่นถึงศักยภาพในการเรียนรู้ของเขาโดยจัดให้ผู้เรียนได้ผ่านกิจกรรมแนวจิตวิวัฒน์เช่นเดียวกันเพื่อช่วยเหลือในการปรับด้านจิตใจกระตุ้นพลังและสำนึกรับผิดชอบต่อตัวเอง เริ่มดำเนินการที่ห้องเรียนชั้น ม.3/8 ซึ่งถือเป็นห้องเรียนปลายแถว มีนักเรียนกลุ่มที่แก้ 0 ร มส กลุ่มสุดท้ายที่ได้เลื่อนชั้นเป็นห้องสุดท้าย ซึ่งเป็นธรรมดาที่เมื่อนักเรียนมีทีท่าไม่อยากเรียนครูก็ต่างไม่อยากสอน ครูและนักเรียนเสมือนเป็นฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เคยสื่อสารกันด้วยดี นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ครูเข้าห้องหรือก่อนเข้าห้องด้วยซ้ำ ความสุขในการมาเรียนแทบไม่เกิดกับเด็กกลุ่มนี้เลย ผู้นำกลุ่มครู ครูอังกฤษท่านหนึ่งจึงเริ่มด้วยการฟื้นฟูเยียวยาที่ไม่เน้นผลลัพท์ แต่เน้นให้เด็กสัมผัสธรรมชาติ และสัมผัสด้านในจิตใจมากขึ้นโดยจัดการเรียนการสอนและวัดประเมินผลตามศักยภาพที่เด็กเรียนได้ตามความสามารถ เด็กสามารถส่งงานที่แม้เขียนจะไม่ถูกต้องเลยและได้รับคำชมจากครูด้วยเมตตาและภูมิใจ ให้กำลังใจในความพยายามทำงานส่ง ทำให้เด็กๆ อยากเรียนอยากทำงานส่งครูมากขึ้น จากการที่เด็กเข้าห้องเรียนช้า มาไม่ครบ ครูได้พบพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงจากการมาเรียนครบ เข้าตรงเวลา มารอครู อีกทั้งความร่วมมือระหว่างครูประจำชั้น ครูบางวิชาและผู้ปกครองช่วยให้เด็กกลุ่มนี้หลายคนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก สามารถพัฒนาและปรับเปลี่ยนตนเอง มีกำลังใจอีกทั้งกล้าทำกิจกรรมการเรียนต่างๆ ในชั้นเรียนได้อย่างมั่นใจมากขึ้นจนสามารถจบหลักสูตรได้เกือบทั้งห้อง หลายคนค้นพบตนเองและตัดสินใจเลือกเรียนในสิ่งที่ตนรัก
จากความสำเร็จในการเริ่มต้นกับกลุ่มนักเรียนชั้น ม.3/8 กลุ่มครูจิตวิวัฒน์ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเทศบาลนครขอนแก่น ศึกษาเพิ่มเติมแนวทาง โรงเรียน BIG PICTURE SCHOOL แนวทางการจัดการเรียนรู้โรงเรียน MONTESERY และแนวทางHOME SCHOOL วิถีจิตวิวัฒน์ของสถาบันขวัญเมือง แนวทางการจัดการเรียนรวมการศึกษาพิเศษ ซึ่งทุกแนวทางเน้นการพัฒนาศักยภาพนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยยึดแนวทาง โรงเรียน BIG PICTURE SCHOOL เป็นหลักและประยุกต์สามแนวทาง ปี 2553 กำหนดรูปแบบการศึกษา ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง โดยมีความเชื่อและมั่นใจว่า การจัดห้องเรียนเฉพาะกลุ่มโดยแยกเด็กที่มีความต้องการพัฒนาเป็นพิเศษอยู่ร่วมกับเด็กกลุ่มป้าหมายของโครงการในจำนวนที่พอเหมาะ น่าจะเป็นทางเลือกในการดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึงตามสภาพความต้องการพัฒนาและมีความเป็นไปได้จริงในการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนรายบุคคลอย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ของ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

แนวคิดการแบ่งระดับการเรียนการสอนเป็นแบบคละชั้นเรียนดังนี้
กลุ่มที่ ๑ ชั้นเรียนสำหรับเด็ก ชั้น ป.1 –ป. 3
กลุ่มที่ ๒ ชั้นเรียนสำหรับเด็ก ชั้น ป.4 - ป. 6
กลุ่มที่ ๓ ชั้นเรียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3
และเพื่อให้เกิดมาตรฐานการพัฒนาผู้เรียน คณะทำงานได้ศึกษาเอกสาร คำสั่ง ประกาศ ของกระทรวงศึกษาธิการ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้เอื้อต่อการจัดหลักสูตรพัฒนานักเรียนกลุ่มดังกล่าวอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนมีระบบวัดผลประเมินผลที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับได้ตามข้อกำหนดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้กำหนดให้มีหลักสูตรสถานศึกษาอีกฉบับหนึ่งเพื่อรองรับการจัดการศึกษาของกลุ่มเด็กที่ต้องการพัฒนาศักยภาพเป็นรายบุคคล ตลอดจนกำหนดวิธีการวัดผลประเมินผลให้เป็นไปตามหลักการที่หลักสูตรกำหนด ทั้งนี้อาศัยอำนาจหน้าที่ตามบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้ความเห็นชอบ เพื่อเป็นต้นแบบของการผสมผสานการจัดการศึกษาทางเลือกในระบบโรงเรียน คณะทำงานเห็นว่าควรดำเนินการจัดห้องเรียนพิเศษในปี 2552 ไปตามลำดับ และเผยแพร่ผลการดำเนินงานเป็นระยะให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบ ให้เกิดการยอมรับทั้งในด้านวิชาการและการพัฒนาศักยภาพนักเรียนอย่างแท้จริงในระยะเวลาที่เหมาะสม สร้างบรรทัดฐานของสถานศึกษาในการจัดการศึกษาตามเจตนารมย์ของหลักการศึกษาตลอดชีวิต ตามนโยบายการศึกษาของเทศบาลและเพื่อสร้างความมั่นใจต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่นต่อไป

จากความจริงจังของเทศบาลนครขอนแก่นที่มุ่งพัฒนาการศึกษาและเน้นการแก้ไขปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ อันส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาภาพรวมของเทศบาล ตลอดจนเพื่อพัฒนาคุณภาพของประชาชนอย่างน้อยการอ่านออกเขียนได้ก็เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการดำรงชีวิตและแสวงหาความรู้ได้ไม่สิ้นสุด จึงได้กำหนดเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ทุกโรงเรียนต้องพัฒนา และจัดสรรงบประมาณตลอดจนให้มีโครงการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ ดังนั้นโครงการห้องเรียนขอบฟ้ากว้างจึงอยู่ในความสนใจของผู้บริหารเทศบาลนครขอนแก่น ได้มอบหมายคณะทำงานให้ศึกษาสังเคราะห์จนเกิดรูปแบบที่สามารถนำสู่การปฏิบัติได้จริงและกำหนดเป็นนโยบายชัดเจนของเทศบาลนครขอนแก่น ตลอดจนให้การสนับสนุนงบประมาณที่จำเป็นและเกิดคุณค่าต่อโครงการ รวมถึงทั้งการกำหนดอัตราครูสำหรับห้องเรียนขอบฟ้ากว้างในอัตรา ครู : นักเรียน = 1:7 เพื่อให้เกิดคุณภาพในการดูแลและพัฒนาการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพแท้จริง

วัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ
2. เพื่อเยียวยาฟื้นฟูและปรับสภาวะการเรียนรู้กลุ่มนักเรียนที่ไม่สามารถเรียน
ในชั้นเรียนปกติ
3. เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะทาง
4. เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนรายบุคคลเป็นการจัด
การศึกษาทางเลือกในระบบโรงเรียน

ภาระงานด้านการจัดการ
1. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาข้อมูลและความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน
2. ประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงาน เพื่อหาข้อสรุปประกอบการตัดสินใจ
3. จัดทำโครงการเสนอผู้บริหารเพื่อขอรับการสนับสนุน
4. ประชาสัมพันธ์และสอบถามความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนในการประชุมใหญ่
ผู้ปกครองประจำปี
5. จัดประชุมผู้ปกครองที่สมัครเข้าร่วมโครงการโดยมีคณะผู้บริหารเทศบาล คณะ
กรรมการสถานศึกษาเพื่อแถลงนโยบาย และรายละเอียดในการจัดการเรียนรู้ รูปแบบห้องเรียน
ขอบฟ้ากว้าง
6. ประสานจัดเตรียมทีมครูผู้สอน พัฒนาครูโดยจัดศึกษา อบรม ดูงาน และจัดประชุม
จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาสำหรับกลุ่มเด็กที่ต้องการพัฒนาศักยภาพเป็นรายบุคคล เตรียม
สื่อการเรียนรู้และอุปกรณ์การเรียน
7. เชิญผู้เชี่ยวชาญ ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนผู้ปกครอง ตัวแทน
สถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการบริหารโรงเรียนร่วมวิพากษ์หลักสูตร
8. รับสมัครและประเมินคัดกรองเด็กที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ
9. จัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคล (Individualized Education Program,
IEP) และแผนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual Implementation Plan, IIP)
10. จัดห้องเรียนและดำเนินการสอนตาม “โครงการห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง”
11. ทดสอบและประเมินผลตามเกณฑ์ หลักสูตรสถานศึกษาและตามแผน IEP
12. รายงานสรุปผลการดำเนินโครงการ เสนอ ภาคเรียนละ 1 ครั้ง

กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียนที่ผู้ปกครองสมัครใจ จำนวน 3 ระดับ ระดับละไม่เกิน 20 คน
1. กลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
2. กลุ่มเด็กนักเรียนที่ไม่สามารถเรียนในชั้นเรียนปกติจากกรณีปัญหาทางการเรียนรู้
และพฤติกรรม
3. กลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะทาง
สถานที่ดำเนินงาน
ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง อาคาร 3 โรงเรียนเทศบาลวัดกลาง
ผลที่คาดหวัง
1. มีชั้นเรียนสำหรับเด็กที่ความต้องการพิเศษได้รับการกระตุ้นพัฒนาการตามภาวะ
ของแต่ละคนอย่างถูกวิธี ปี 2553 อย่างน้อย 2 ห้องเรียน
2. เด็กที่เข้าร่วมโครงการผ่านเกณฑ์การประเมินและมีพัฒนาการด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น
3. เกิดรูปแบบการจัดการศึกษาที่ผสมผสานการศึกษาทางเลือกในระบบโรงเรียน
4. ครูและนักเรียนเกิดการเรียนรู้และได้รับประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้
รูปแบบห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง


กระบวนการ:เกณฑ์การรับนักเรียนและระบบคัดกรอง
1. รับนักเรียนที่ผู้ปกครองสมัครใจ และเข้าใจระบบการเรียนรู้โดยการสมัครเป็น
ลายลักษณ์อักษร
2. พิจารณารับนักเรียนจากกลุ่มที่เคยคัดกรองและส่งผู้เชี่ยวชาญประเมินความสามารถ
พื้นฐานแล้ว (จากศูนย์การศึกษาพิเศษ หรือโรงพยาบาลในเครือข่ายการพัฒนาเด็กพิเศษ)
3. รับนักเรียนเด็กพิเศษในเขตเทศบาลนครขอนแก่นหรือเด็กผ่านการพัฒนาบำบัดจาก
หน่วยงานในเครือข่ายจนสามารถเรียนร่วมในสังคมโรงเรียนได้
4. รับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการล้มเหลวทางการเรียนจากชั้นเรียนปกติอันมีสาเหตุ
มาจากความบกพร่อง โดยผู้ปกครองและครูประจำชั้นเห็นชอบ และส่งประเมินความสามารถ
พื้นฐานเพื่อทราบสภาวะทางการเรียนรู้และจัดทำแผน IEP

แนวทางการพัฒนา การศึกษาเพื่อการเยียวยา และพัฒนาศักยภาพ
ตามความแตกต่างระหว่างบุคคล
1. จัดห้องเรียนคละชั้น มีเกณฑ์รับไม่เกินห้องเรียนละ 20 คน อัตราครู: เด็ก
สัดส่วน 1: 7
2. เน้นฟื้นฟูและเยียวยาภาวะการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ตามศักยภาพ
โดยจัดกลุ่มเป็นกลุ่มเล็กๆ ตามระดับเพื่อง่ายต่อภาระการพัฒนาและดูแลของครู
3. เน้นการพัฒนาทักษะชีวิตและการปรับพฤติกรรมและความเข้มแข็งทางใจ
4. เน้นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ ปลอดการ ดุด่า ว่าตี เพิ่มบรรยากาศ
การเรียนด้วยคลื่นการเรียนรู้ (Alfa) เสริมกิจกรรมพัฒนาสมองและสร้างภาวะสมาธิในการ
ทำงานโดยเฉพาะดนตรี-ศิลปะ
5. เน้นการเรียนรู้นอกห้องเรียน ใช้พื้นที่ธรรมชาติช่วยปรับคลื่นสมอง เรียนรู้
จากการลงมือปฏิบัติการสร้างความสำเร็จจากสิ่งเล็กๆ ไปหาความสำเร็จที่ใหญ่มากขึ้น
6. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เน้นการฝึกงานปฏิบัติทักษะและซึมซับกระบวน
การทำงานจากคุรุ นอกโรงเรียน (ครูมืออาชีพในท้องถิ่น) สัปดาห์ละ 2 วัน
7. เน้นทักษะการแสวงหาความรู้และใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศที่สร้างสรรค์
สามารถจัดการความรู้ได้ตามศักยภาพ

ผลการประเมินในปีแรกโดยผู้ปกครอง (เชิงคุณภาพ)

ก่อนเข้าเรียน
อ่านเขียนคำง่ายๆ ได้ เขียนไม่คล่อง ออกเสียงไม่ชัดเจน ไม่ทำงานส่ง ไม่อยากมาโรงเรียน
เงียบ ไม่มีเพื่อน อ่านไม่ได้ เขียนไม่ได้
หลังเข้าเรียน
การอ่านดีขึ้นมาก คิดคำนวณดีขึ้น อ่านได้ดีขึ้น สนใจเรียนดีขึ้น มีความสุข ชอบมาโรงเรียน
ร่าเริง อยากเล่นกับเพื่อนกับครู กล้าพูดกล้าแสดงออก ภาคภูมิในงานที่สำเร็จแม้จะเล็กน้อย
เสียงจากความรู้สึกผู้ปกครอง : ลูกดีขึ้นมากเลย ครูใจดีกว่าแม่ อยากให้การบ้านบ่อยๆ ลูกอยากไปโรงเรียน
ลูกกระตือรือร้น ไม่อืดอาด โครงการนี้ดีมากๆ เลย ไม่เคยคิดว่าลูกจะเปลี่ยนได้มากขนาดนี้

สื่อที่เผยแพร่ ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง
• รายการ เด็กดีเด็ด ไทยทีวี เวลา 17.30 น. 8-9 กรกฎาคม 2553
• รายการ 5432 ช่วง คิดได้ไง ช่อง 5 เวลา 14.30 น. 7 สิงหาคม 2553
• ข่าวคมชัดลึก วันที่ 7 ก.ย. 53 คอลัมน์ มุมมองใหม่
• ข่าวท้องถิ่น KTV วันที่ 11 ก.ย. 53
• รายการ ผู้หญิงๆ ช่อง 3 เวลา 18.00 น. 15 ตุลาคม 2553
• รายการ เด็กดีเด็ด เสวนาเวทีรวมพล เด็กดีเด็ด เวลา 15.00 น. 16 ตุลาคม 2553
• รายการ ปฏิรูปการศึกษา ของ สพฐ. โดยบริษัทจินตนาการ กำหนดถ่ายทอด ปลายปี 2554
• VCD ชุดนวัตกรรมการปฏิรูปการศึกษา รอบสอง โดย สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา ศธ.

คณะศึกษาดูงานที่เทศบาลนครขอนแก่นรับเข้าศึกษาดูงาน
1. คณะผู้บริหารสำนักเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ) จำนวน 15 ท่านเยี่ยมชมและ
ฟังการบรรยายนโยบายและแนวทางการจัดการศึกษา รูปแบบห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง ก.ค. 53
2. คณะนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย ม.ขอนแก่น
3. คณะนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย ม.มหาสารคาม
4. คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
5. คณะเทศมนตรี ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครูเทศบาลเมืองยะลา
6. คณะนักศึกษาปริญญาเอก สาขาการบริหารหลักสูตร จาก มหาวิทยาลัยนเรศวร
7. คณะครูในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครขอนแก่นที่ร่วมจัด ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง 7 โรงเรียน
8. คณะเทศมนตรีเทศบาลนครขอนแก่น
9. คณะกรรมการจากเครือข่ายพัฒนาเด็กพิเศษ จังหวัดขอนแก่น
10. คณะผู้วิจัยจากศูนย์วิจัย ออทิสติก มหาวิทยาลัยขอนแก่น (เชิญเข้าร่วมโครงการวิจัย)
หมายเหตุ ในปีแรก โรงเรียนงดรับการศึกษาดูงาน เพื่อปรับระบบและพัฒนาเด็กเต็มเวลา
ยกเว้นบางกรณีที่ผู้บริหารเห็นชอบ)

รายนามทีมงานครูจิตวิวัฒน์ ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง
1. นางสายชล สิงห์สุวรรณ
2. นางสาวบัวเรียน แก้วนิสสัย
3. นางพูลศรี ภูไชยแสง
4. นางดุษฎี บุญมี
5. นางกนกนุช บัวสำโรง
6. นางสุมลทา หลอดสว่าง
7. นางณัฐสิริ นระแสน
8. นายทวิช ตรีสูน
9. นางทัศนีย์ ช่างกล (ที่ปรึกษาโครงการ)

คณะผู้บริหาร ผู้อำนวยการ ชูเกียรติ เหลืองอุบล
รองผู้อำนวยการ ทัศณี นุชนวลรัตน์

1 ความคิดเห็น:

poomimi.it กล่าวว่า...

การเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ครูเรียนรู้กับนักเรียน นักเรียนเรียนรู้สิ่งที่ครูได้สอน แรงผลักดันที่ยอดเยี่ยมเสมอในการพัฒนาให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ ไม่มาก ไม่น้อยแต่ความสำเร็จอยู่ได้ในทุกโอกาสจริงๆ คะ ขอบคุณห้องเรียนของฟ้ากว้าง คุณครูทุกๆ ท่านคะ