หลักสูตรใหม่กับกิจกรรมแนะแนว
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ประกาศเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 เชื่อว่าทุกท่านคงได้ศึกษากันบ้างแล้ว จากการศึกษาเปรียบเทียบภาพรวมความแตกต่างระหว่าง ฉบับ 2544และฉบับ 2551 มีข้อน่าสนใจที่ครูแนะแนวควรทราบดังนี้
(ข้อมูลจาก http://www.obec.go.th/new/bank/file/academic1(1).pdf
เปรียบเทียบสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในหลักสูตรเดิมและหลักสูตรปรับปรุง
หลักสูตรเดิม
|
หลักสูตรปรับปรุง
|
ข้อดี
|
ด้านหลักสูตร
| ||
1.มาตรฐานการเรียนรู้
| ||
กำหนดมาตรฐานช่วงชั้นกว้างๆ
(รร.จัดทำผลดการเรียนรู้ที่คาดหวังเองแต่ละปี)
|
-กำหนดตัวชี้วัดชั้นปี(การศึกษาภาคบังคับ) เป็น (Minimum requirement)
-กำหนดตัวชี้วัดช่วงชั้น (ม.4-6)
-ระบุคุณภาพโดยรวมของผู้เรียนทุกช่วงชั้น
|
ตัวชี้วัดที่กำหนดเป็นคุณภาพขั้นต่ำที่ผู้เรียนแต่ละระดับควรจะบรรลุโรงเรียนที่มีความพร้อม นักเรียนเก่งสามารถปรับการจัดการเรียนการสอนได้ตามความเหมาะสม
|
2.หลักสูตรแกนกลาง
| ||
· เป็นกรอบหลักสูตรกว้างๆ ขาดแกนกลางที่ชัดเจน
2.1 โครงสร้างเวลาเรียน
-กำหนดช่วงเวลากว้างๆ แต่ละปี โรงเรียนจัดแบ่งเวลาในการสอนแต่ละกลุ่มสาระเอง
2.2สาระการเรียนรู้(เนื้อหา)
-ให้เพียงตัวอย่าง ไม่มีการกำหนดส่วนที่เป็นพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้อย่างชัดเจน โรงเรียนพิจารณาเลือกสรรเองว่าควรจะสอนอะไร
2.3 การวัดและประเมินผล
-โรงเรียนต่างกำหนดเกณฑ์การวัดประเมินผลและจบหลักสูตรเองทั้งหมด
· สถานศึกษาแต่ละแห่งต่างกำหนดวิสัยทัศน์และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนเอง
· ไม่มีการกำหนดสมรรถนะสำคัญที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียน
|
· กำหนดแกนกลางที่ชัดเจน
-กำหนดโครงสร้างเวลาเรียน ขั้นต่ำแต่ละกลุ่มสาระ
-กำหนดสาระการเรียนรู้ที่เป็นแก่นที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนรู้
-กำหนดเกณฑ์การวัดประเมินผลกลางในส่วนที่เกี่ยวกับแกนกลาง สถานศึกษากำหนดส่วนเพิ่มเติมของสถานศึกษา
· กำหนดวิสัยทัศน์หลักสูตรและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นเป้าหมยร่วมกันในระดับชาติ
· กำหนดสมรรถนะสำคัญที่ต้องการเน้นสำหรับผู้เรียนในการศึกษาขั้นพื้นฐาน
|
ส่วนที่กำหนดในหลักสูตรแกนกลาง เป็น (Minimum requirement) ที่โรงเรียนควรจะจัดการเรียนการสอนแก่ผู้เรียน อย่างไรก็ตามโรงเรียนสามารถปรับยืดหยุ่นได้ตามบริบทความพร้อมและจุดเน้นของโรงเรียนแต่ละแห่ง
|
ด้านบริหารหลักสูตร
| ||
3. เพิ่มบทบาทเขตพื้นที่การศึกษา
· เขตพื้นที่ไม่มีบทบาทในกระบวนการพัฒนาหลักสูตร(โรงเรียนต่างจัดทำสาระท้องถิ่นเอง)
|
· เขตพื้นที่มีบทบาทในการจัดทำกรอบหลักสูตรเขตพื้นที่การศึกษา ในเรื่องที่เกี่ยวกับสภาพปัญหา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ เป็นแนวทางสำหรับสถานศึกษา
|
การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับุชมชนท้องถิ่น มีความชัดเจนและมีความเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น
|
4. ปรับกระบวนการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา
-ไม่ยึดมาตรฐานเป็นเป้าหมายอย่างชัดเจน
|
· ปรับกระบวนการสร้างหลักสูตรสถานศึกษาที่อิงมาตรฐานอย่างแท้จริง (เน้นBackward design)
|
ช่วยให้การจัดการเรียนการสอน การประเมินผลมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการที่จะพัฒนาผู้เรียนไปสู่มาตรฐาน รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาการเทียบโอนระหว่างสถานศึกษา
|
นอกจากตารางข้างต้นแล้ว สิ่งที่ผู้เขียนได้สังเกตพบว่า มีสิ่งเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (เพิ่มเติมจากเดิม จาก 2 กิจกรรมจัดใหม่เป็น 3 กิจกรรม)
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองตามศักยภาพ พัฒนาอย่างรอบด้านเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคม สามารถจัดการตนเองได้ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แบ่งเป็น ๓ ลักษณะ ดังนี้
๑. กิจกรรมแนะแนว
เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถคิดตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา กำหนดเป้าหมาย วางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียน และอาชีพ สามารถปรับตนได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียน ทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมพัฒนาผู้เรียน
๒. กิจกรรมนักเรียน
เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาความมีระเบียบวินัย ความเป็นผู้นำผู้ตามที่ดี ความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกัน การรู้จักแก้ปัญหา การตัดสินใจที่เหมาะสม ความมีเหตุผล การช่วยเหลือแบ่งปันกัน เอื้ออาทร และสมานฉันท์ โดยจัดให้สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียน ให้ได้ปฏิบัติด้วยตนเองในทุกขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาวิเคราะห์วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมินและปรับปรุงการทำงาน เน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับวุฒิภาวะของผู้เรียน บริบทของสถานศึกษาและท้องถิ่น กิจกรรมนักเรียนประกอบด้วย
๒.๑ กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ และนักศึกษาวิชาทหาร
๒.๒ กิจกรรมชุมนุม ชมรม
๓. กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์
เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และท้องถิ่นตามความสนใจในลักษณะอาสาสมัคร เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ ความดีงาม ความเสียสละต่อสังคม มีจิตสาธารณะ เช่น กิจกรรมอาสาพัฒนาต่าง ๆ กิจกรรมสร้างสรรค์สังคม
การกำหนดเวลา จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (มีการกำหนดจำนวนชั่วโมงชัดเจน/การจัดระดับชั้นกลับมา
เรียกชื่อเหมือนเดิม ไม่มีช่วงชั้นอีก/กิจกรรมเพื่อสังคมฯ มีเกณฑ์เวลาปฏิบัติชัดเจน)
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่กำหนดไว้ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีละ 120 ชั่วโมง และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 360 ชั่วโมงนั้น เป็นเวลาสำหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะแนวกิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ในส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ให้สถานศึกษาจัดสรรเวลาให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้
ระดับประถมศึกษา (ป.1-6) รวม 6 ปี จำนวน 60 ชั่วโมง
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) รวม 3 ปี จำนวน 45 ชั่วโมง
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) รวม 3 ปี จำนวน 60 ชั่วโมง
เกณฑ์การวัดและประเมินผลการเรียน (เพิ่มประเมินตัวชี้วัดตามเกณฑ์สถานศึกษากำหนด ไม่มีผลการ
เรียนรู้ที่คาดหวังอึก แต่มีสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนแทน / กำหนดระบบตัดสินชัดเจนตาม
ระดับชั้น)
1. การตัดสิน การให้ระดับและการรายงานผลการเรียน
1.1 การตัดสินผลการเรียน
ในการตัดสินผลการเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนั้น ผู้สอนต้องคำนึงถึงการพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนเป็นหลัก และต้องเก็บข้อมูลของผู้เรียนทุกด้านอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องในแต่ละภาคเรียน รวมทั้งสอนซ่อมเสริมผู้เรียนให้พัฒนาจนเต็มตามศักยภาพ
ระดับประถมศึกษา
(1) ผู้เรียนต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด
(2) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัด และผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษา
กำหนด
(3) ผู้เรียนต้องได้รับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา
(4) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมิน และมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์ที่
สถานศึกษากำหนด ในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ระดับมัธยมศึกษา
(1) ตัดสินผลการเรียนเป็นรายวิชา ผู้เรียนต้องมีเวลาเรียนตลอดภาคเรียนไม่น้อย
กว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมดในรายวิชานั้น ๆ
(2) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัด และผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษา
กำหนด
(3) ผู้เรียนต้องได้รับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา
(4) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมิน และมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์ที่
สถานศึกษากำหนด ในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
การพิจารณาเลื่อนชั้นทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ถ้าผู้เรียนมีข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย และสถานศึกษาพิจารณาเห็นว่าสามารถพัฒนาและสอนซ่อมเสริมได้ ให้อยู่ในดุลพินิจของสถานศึกษาที่จะผ่อนผันให้เลื่อนชั้นได้ แต่หากผู้เรียนไม่ผ่านรายวิชาจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อการเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น สถานศึกษาอาจตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้เรียนซ้ำชั้นได้ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงวุฒิภาวะและความรู้ความสามารถของผู้เรียนเป็นสำคัญ
1.2 การให้ระดับผลการเรียน
ระดับประถมศึกษา ในการตัดสินเพื่อให้ระดับผลการเรียนรายวิชา สถานศึกษาสามารถให้ระดับผลการเรียนหรือระดับคุณภาพการปฏิบัติของผู้เรียน เป็นระบบตัวเลข ระบบตัวอักษร ระบบร้อยละ และระบบที่ใช้คำสำคัญสะท้อนมาตรฐาน
การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น ให้ระดับผล
การประเมินเป็น ดีเยี่ยม ดี และผ่าน
การประเมินเป็น ดีเยี่ยม ดี และผ่าน
การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพิจารณาทั้งเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติกิจกรรมและผลงานของผู้เรียน ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด และให้ผลการเข้าร่วมกิจกรรมเป็น ผ่าน และไม่ผ่าน
ระดับมัธยมศึกษา ในการตัดสินเพื่อให้ระดับผลการเรียนรายวิชา ให้ใช้ตัวเลขแสดงระดับผลการเรียนเป็น 8 ระดับ
การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น ให้ระดับผล
การประเมินเป็น ดีเยี่ยม ดี และผ่าน
การประเมินเป็น ดีเยี่ยม ดี และผ่าน
การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพิจารณาทั้งเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติกิจกรรมและผลงานของผู้เรียน ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด และให้ผลการเข้าร่วมกิจกรรมเป็น ผ่าน และไม่ผ่าน
1.3 การรายงานผลการเรียน
การรายงานผลการเรียนเป็นการสื่อสารให้ผู้ปกครองและผู้เรียนทราบความก้าวหน้า ในการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งสถานศึกษาต้องสรุปผลการประเมินและจัดทำเอกสารรายงานให้ผู้ปกครองทราบเป็นระยะ ๆ หรืออย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง
การรายงานผลการเรียนสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพการปฏิบัติของผู้เรียนที่สะท้อนมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้
2. เกณฑ์การจบการศึกษา
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดเกณฑ์กลางสำหรับการจบการศึกษาเป็น 3ระดับ คือ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
2.1 เกณฑ์การจบระดับประถมศึกษา
(1) ผู้เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐาน และรายวิชา/กิจกรรมเพิ่มเติมตามโครงสร้างเวลาเรียน ที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด
(2) ผู้เรียนต้องมีผลการประเมินรายวิชาพื้นฐาน ผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด
(3) ผู้เรียนมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนในระดับผ่านเกณฑ์ การประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด
(4) ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด
(5) ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด
2.2 เกณฑ์การจบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
(1) ผู้เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติมไม่เกิน 81 หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 63 หน่วยกิต และรายวิชาเพิ่มเติมตามที่สถานศึกษากำหนด
(2) ผู้เรียนต้องได้หน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 63 หน่วยกิต และรายวิชาเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 14 หน่วยกิต
(3) ผู้เรียนมีผลการประเมิน การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ในระดับผ่าน เกณฑ์
การประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด
การประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด
(4) ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด
(5) ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด
2.3 เกณฑ์การจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
(1) ผู้เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติม ไม่น้อยกว่า 81 หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 39 หน่วยกิต และรายวิชาเพิ่มเติมตามที่สถานศึกษากำหนด
(2) ผู้เรียนต้องได้หน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 39 หน่วยกิต และรายวิชาเพิ่มเติม ไม่น้อยว่า 38 หน่วยกิต
(3) ผู้เรียนมีผลการประเมิน การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ในระดับผ่านเกณฑ์ การประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด
(4) ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด
(5) ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด
สำหรับการจบการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น การศึกษาเฉพาะทาง การศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลือก การศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส การศึกษาตามอัธยาศัย ให้คณะกรรมการของสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการวัดและประเมินผล
การเรียนรู้ตามหลักเกณฑ์ในแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
การเรียนรู้ตามหลักเกณฑ์ในแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
(ที่มา http://www.obec.go.th/new/curriculum44)
จากข้อมูลดังกล่าว ครูแนะแนวในสถานศึกษทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาคงมั่นใจได้ว่า ทุกสถานศึกษาต้องมีชั่วโมงให้จัดกิจกรรมแนะแนวให้ครบถ้วนตามหลักสูตร ส่วนจะจัดอย่างไรตามเอกสารหลักสูตรยังไม่ปรากฏ แต่ถ้าพิจารณา วิสัยทัศน์ของหลักสูตร หลักการ จุดมุ่งหมาย สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์แล้วเชื่อว่าความชำนาญเมื่อครั้งจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา:กิจกรรมแนวที่เราได้ฝึกปรือมาจาก หลักสูตรฯ 2544 นั้น น่าจะนำทักษะกลับมาใช้ได้อีก อย่างมากคงมาระดมปัญญาวิเคราะห์บริบทหลักสูตรกันอีกรอบ ทั้งนี้ทุนเดิมที่มีอยู่ได้แก่สาระกิจกรรมแนะแนวที่สอดรับกับมาตรฐานการแนะแนวนั้นยังทันสมัยและเข้ากับหลักสูตรฉบับปรับปรุงได้แบบทับกันสนิท
เรียบเรียงโดย สายชล สิงห์สุวรรณ รองประธานชมรมเครือข่ายครูแนะแนว พ.ย.2551







0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น